RSS

การแยกสาร และ ปฏิกิริยาเคมี การเปลี่ยนแปลงพลังงาน สำหรับนักเรียน ชั้น ม.2

ระบบกับการเปลี่ยนแปลง       แบบทดสอบเก็บคะแนนการแยกสาร        ใบความรู้การแยกสาร ม.1     Document1

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 16, 2011 in Uncategorized

 

แบบจำลองอะตอมของดอลตัน

แบบจำลองอะตอมของดอลตัน กล่าวว่า อะตอมมีลักษณะเป็นทรงกลมตัน แบ่งแยกต่อไป
อีกไม่ได้ และไม่สามารถทำให้สูญหายไปได้

จอห์น ดอลตัน นักวิทยาศาสตร์ชาวอังกฤษ เป็นนักเคมีคนแรกที่เสนอแนวคิดเกี่ยวกับอะตอม ซึ่งมีสาระสำคัญดังนี้
1.ธาตุประกอบด้วยอนุภาคเล็ก ๆ หลายอนุภาค อนุภาคเหล่านี้เรียกว่า อะตอม ซึ่งแบ่งแยกและทำให้สูญหายหรือสร้างขึ้นใหม่ไม่ได้
2.อะตอมของธาตุชนิดเดียวกันย่อมมีสมบัติเหมือนกัน มีมวลเท่าๆ กัน แต่มีสมบัติแตกต่างจากอะตอมของธาตุอื่นๆ
3.สารประกอบเกิดจากอะตอมของธาตุมากกว่า 1 ชนิด ทำปฏิกิริยากันในอัตราส่วนที่เป็นเลขลงตัวอย่างง่าย

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 15, 2011 in Uncategorized

 

อะตอม

ในสมัยโบราณมีนักปราชญ์ชาวกรีกชื่อ ดิโคริตุส (Democritus) เชื่อว่าเมื่อย่อยสารลงเรื่ออย ๆ จะได้ส่วนที่เล็กที่สุดซึ่งไม่สามารถทำให้เล็กลงกว่าเดิมได้อีก และเรียกอนุภาคขนาดเล็กที่สุดว่า อะตอม ซึ่งคำว่า “อะตอม”(atom) เป็นคำซึ่งมาจากภาษากรีกว่า (atomas) แปลว่า แบ่งแยกอีกไม่ได้

สสารทั้งหลายประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กที่สุด จะไม่สามารถมองเห็นได้และจะไม่สามารถแบ่งแยกให้เล็กลงกว่านั้นได้อีก แต่ในสมัยนั้นก็ยังไม่มีการทดลอง เพื่อพิสูจน์และสนับสนุนแนวความคิดดังกล่าว

แบบจำลองอะตอม (Atomic model) เป็นภาพทางความคิดที่แสดงให้เห็น รายละเอียดของโครงสร้างอะตอมที่สอดคล้อง กับผลการทดลองและใช้อธิบายปรากฏการณ์ ของอะตอมได้

คำว่า “อะตอม” เป็นคำซึ่งมาจากภาษากรีกแปลว่าสิ่งที่เล็กที่สุด ซึ่งนักปราชญ์ชาวกรีกโบราณที่ชื่อ ลูซิพปุส (Leucippus) และดิโมคริตุส (Democritus) ใช้สำหรับเรียกหน่วยที่เล็กที่สุดของสสาร ที่ไม่สามารถแบ่งแยกต่อไปได้อีก โดยเขาได้พยายามศึกษาเกี่ยวกับวัตถุที่มีขนาดเล็ก (ฟิสิกส์ระดับจุลภาค, microscopic) และมีแนวคิดเกี่ยวกับโครงสร้างของสสารว่า สสารทั้งหลายประกอบด้วยอนุภาคที่เล็กที่สุด จะไม่สามารถมองเห็นได้ และจะไม่สามารถแบ่งแยกให้เล็กลงกว่านั้นได้อีก แต่ในสมัยนั้นก็ยังไม่มีการทดลอง เพื่อพิสูจน์และสนับสนุนแนวความคิดดังกล่าว
ต่อมาวิทยาศาสตร์ได้เจริญก้าวหน้าขึ้น และนักวิทยาศาสตร์ก็พยายามทำการ ทดลองค้นหาคำตอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ในรูปแบบต่างๆตลอดมา จนกระทั่งเกิดทฤษฎีอะตอมขึ้นมาในปี ค.ศ.1808 จากแนวความคิดของจอห์น ดาลตัน (John Dalton) ผู้เสนอสมมติฐานเกี่ยวกับแบบจำลองอะตอม และเป็นที่ยอมรับและสนับสนุนจากนักวิทยาศาสตร์ในสมัยนั้น โดยทฤษฎีอะตอมของดาลตันได้กล่าวไว้ว่า
1. สสารประกอบด้วยอะตอม ซึ่งเป็นหน่วยที่เล็กที่สุด แบ่งแยกต่อไปอีกไม่ได้ และไม่สามารถสร้างขึ้นหรือทำลายให้สูญหายไป
2. ธาตุเดียวกันประกอบด้วยอะตอมชนิดเดียวกัน มีมวลและคุณสมบัติเหมือนกัน แต่จะแตกต่างจากธาตุอื่น
3. สารประกอบเกิดจากการรวมตัวของอะตอมของธาตุตั้งแต่ 2 ชนิดขึ้นไปด้วยสัดส่วนที่คงที่
4. อะตอมของธาตุแต่ละชนิดจะมีรูปร่างและน้ำหนักเฉพาะตัว
5. น้ำหนักของธาตุที่รวมกัน ก็คือน้ำหนักของอะตอมทั้งหลายของธาตุที่รวมกัน
แบบจำลองอะตอม (Atomic model) เป็นภาพทางความคิดที่แสดงให้เห็น รายละเอียดของโครงสร้างอะตอมที่สอดคล้อง กับผลการทดลองและใช้อธิบายปรากฎการณ์ ของอะตอมได้ ซึ่งหลังจากสมัยของดาลตัน ผลการทดลองของนักวิทยาศาสตร์ในรุ่นต่อมาได้ค้นพบว่าอะตอมมีโครงสร้างที่สลับซับซ้อน มีธรรมชาติที่เป็นไฟฟ้าเกี่ยวข้องอยู่ด้วย และสามารถแบ่งแยกให้เล็กลงได้อีกในบางอะตอม ดังนั้นจึงมีแบบจำลองอะตอมของนักวิทยาศาสตร์เกิดขึ้นมาอีกหลายแบบ

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 15, 2011 in Uncategorized

 

ประวัติ….นักวิทยาศาสตร์

Joseph John Thompson

Joseph John Thompson (1856-1909,England) เขาศึกษาวิศวกรรมศาสตร์ที่ Owens College และได้รับทุนไปเรียนต่อที่ Cambridge University ในปี 1884 เขาได้สืบทอดตำแหน่ง Cavendish Professor of Physics และ director of the Cavendish Laboratory ของ Lord Rayleigh เขาเป็นครูและผู้ให้คำปรึกษาที่ยอดเยี่ยม เขาเป็นผู้สอนนักวิทยาศาสตร์ซึ่งต่อมาได้รับรางวัลโนเบลถึง 7 คน ทอมสันได้รับ Nobel Prize สาขาฟิสิกส์ในปี 1906 จากการศึกษาสมบัติของอิเล็กตรอน และได้รับพระราชทานยศเป็น Sir J.J. Thompson ในปี1908

Ernest Rutherford

Ernest Rutherford (1871-1937,New Zealand) Lord Rutherford เกิดที่ New Zealand ในปี 1871 และได้รับ Ph.D. in Physics ในปี 1895 เมื่อเขาไปศึกษาที่ Cambrige University J.J. Thompson ชักชวนให้เขาทำงานวิจัยทางด้าน Radioactivity และในที่สุดเขาก็เป็นผู้ค้นพบ แอลฟ่า และ β radiation ต่อมาเขาย้ายไปทำงานวิจัยที่ McGill University, Canada เพื่อพิสูจน์ว่า แอลฟ่า และ β radiation มีอิเล็กตรอนเป็นองค์ประกอบ ซึ่งทำให้เขาได้รับ Nobel Prize ในปี 1908 เขามีลูกศิษย์ที่เก่งมากคือ Soddy ในปี 1907 เขาย้ายไปที่ Manchester University และเขาได้ทำการทดลองซึ่งทำให้เราได้รับแนวความคิดใหม่เกี่ยวกับอะตอม ในปี 1919 เขากลับ Cambridge และได้สืบทอดตำแหน่งของทอมสัน เขาเป็นผู้ที่ได้รับสืบทอดตำแหน่งของ Thompson เขาเป็นผู้ที่มีผลงานสำคัญทางฟิสิกส์และเคมี และยังเป็นที่ปรึกษาของผู้ได้รับรางวัลโนเบลในภายหลังกว่า 10 คน

Niels Bohr

Niels Bohr (1885-1962,Denmark) Bohr เกิดที่ Copenhagen, Denmark เขาได้รับปริญญาเอกทางฟิสิกส์จาก Copenhagen University ในปี 1911 และทำงานกับ J.J. Thompson ใน Cambrige, England ต่อมาเขาได้ทำงานกับ Ernest Rutherford ที่ Manchester, England เขาก็ได้พัฒนาแนวความคิดทางฟิสิกส์และได้รับการตีพิมพ์บทความหลายครั้งใน atomic structure theory และ คำอธิบาย atomic spectrum เขาได้รับ Nobel Prize ในปี 1922 หลังจากอยู่กับ Rutherford ไม่นานเขาก็กลับ Copenhagen และได้รับตำแหน่ง Director of the Institute of Theoretical Physics ซึ่งมีนักฟิสิกส์รุ่นเยาว์มากมายทำงานและมีนักฟิสิกส์ถึง 7 คนที่ได้รับรางวัลโนเบล เช่น Werner Heisenberg, Wolfgang Pauli, Linus Pauling, etc.

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 15, 2011 in Uncategorized

 

อยากสูงไม่ใช่เรื่องยาก ทำได้ทั้งชายและหญิง

1. ออกกำลังกายโดยการกระโดดเชือกวันละ 30 นาที ( จะแบ่งเป็นทำครั้งละ 1 – 5 นาทีแล้วพักก็ได้แต่ต้องทำให้ครบ 30 นาที ไม่รวมเวลาพัก นับแต่เวลาโดด)

2. ก่อนออกกำลังควรทำท่าเหยียดตัวหรือยืดเส้นยืดสายก่อนกระโดด 5 นาที

3. หลังกระโดดครบ 30 นาที แล้ว ควรพัก 3 นาที

4. เตรียมกระโดดสูงโดยโดดให้สูงจากพื้นให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ ( ถ้านึกไม่ออกก็ดูนักวอลเลย์บอลเข้ากระโดดตบลูกหน้าเน็ต หรือนักบาสกระโดดยัดลูกเข้าห่วง ) แต่การกระโดดควรกระโดดอยู่กับที่จะได้ไม่เหนื่อยมาก โดดครั้งละ 10 ที แบ่งเป็นเซต เซตละ 10 ทีทำจนครบ 5 – 6 เซต ห้ามต่ำกว่า 5 เซต

5. ทำทุกวันจันทร์ – ศุกร์ เสาร์ – อาทิตย์พัก

6. ดื่มนมที่มีวิตามินดีเยอะๆนมตราหมีที่ไม่ใช่ของเด็กกินนะหมีกล่องใหญ่นะดื่มวันละ 3 กล่อง 2 กล่องตอนเช้า 1 กล่องตอนกลางวัน ( ตอนเช้าควรเสริมด้วยไมโล 1 แก้ว กลางวันก็เช่นกัน ) ตอนเย็นดื่มนมเปรี้ยวตามด้วยนมถั่วเหลืองที่ผสมงาดำอย่างละ 1 กล่อง

7.ทานอาหารให้ครบ 3 มื้อ ควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ เน้นเนื้อสัตว์กับผักและผลไม้ให้มากๆ กล้วยน้ำว้าก่อนออกกำลัง 30 นาที 2 ใบจะดี ( ให้พลังงาน )

8. ดื่มน้ำมากๆวันละ 2 – 3 ลิตรช่วยทำให้ไม่อ้วนทำให้กล้ามเนื้อกระชับไม่บวม

9. นอนตอน 3ทุ่มขึ้นไป ห้ามนอนเกินเที่ยงคืน ฮอร์โมนสร้างความเจริญเติบโตจะหลั่งตั้งแต่เที่ยงคืน – ตี 5

*หมายเหตุ!!
ควรตื่นนอนประมาณ 8 โมงเช้าทุกวันถ้าสามารถทำได้ในช่วงปิดเทอม*

คอมเม้นจากคนที่เคยทดลองแล้วครับ

1. อย่าเชื่อหมอมากว่าชายอายุ 18 ปีจะไม่สูง เพราะตอนผมอายุ 18 ปี สูง 176 19 ปี สูง 178 20 ปี ( ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายอย่างที่แนะนำไว้ข้างต้นจึงไม่คอ่ยสูงเท่าไร ) สูง 179 อายุ 21 ปี สูง 183 ปัจจุบันผมอายุ 22 ปี สูง 185 อายุคาดว่าอายุ 23 คงจะสูงได้อีก ซัก 1 – 2 ซม. ทำดูครับรับรองสูงผู้หญิงก็ได้เช่นกันถ้าประจำเดือนมายังไม่เกิน 3 – 5 ปี น่าจะสูงได้เช่นกัน

2.ผมเคยทำมาแล้ว เมื่อตอนอายุ 17 ปี ผมสูงแค่ 170 เซนติเมตร ตอนนี้ผมอายุ 18 ปี ย่าง 19 ปี สูง 187 เซนติเมตร
ขณะตัวผมเองยังไม่เชื่อตัวเองเลย ผมคิดไว้ว่า อายุ 19 ปี กะสูงประมาณ 190 เซนติเมตร ก็พอใจแล้วครับ
ลองเอาไปทำดู รับรองสูง…………แน่

3.คนไทยสามารถสูงจนถึงอายุ25(ชาย)อายุ22(หญิง) กีฬาที่ควรเล่นคือว่ายน้ำอาทิตย์ละ3วันวันละ500-1000เมตรกระโดดเชือกวันละ100ที ดื่มนมวันละ1ลิตรเน้นเนื้อไก่(อกไก่)วันละ2ขีด เนื้อปลาวันละ 2ขีด และควรทานผัก ผลไม้ประเภทสลัดคู่ไปด้วยเพื่อไม่ให้ท้องผูก

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน พฤศจิกายน 10, 2011 in Uncategorized

 

รู้หรือไม่ว่า กาแฟสดมีแคลอรี่สูงมาก

กาแฟสด คือ กาแฟที่ไม่ได้ผ่านการดัดแปลงใดๆเป็นเมล็ดกาแฟแท้ 100 %
ที่ผ่านการคั่ว โดยไม่มีวัตถุใด ๆ เจือปน โดยผู้คั่วกาแฟ จะเป็นผู้นำสารกาแฟ หรือเม็ดกาแฟดิบ
ที่เก็บจากไร่ นำมาตากให้แห้ง แล้วนำเข้าสู่กระบวนการคั่วตามสูตรของแต่ละคน จนได้
กาแฟสดแท้ออกมา ขั้นตอนการคั่วกาแฟนั้น เป็นสูตรของแต่ละเจ้าของกาแฟสดเลยทีเดียว
กาแฟสดเป็นการชงแก้วต่อแก้ว ผ่านการคั่ว การบดตามขั้นตอนก่อนชงกาแฟสด จะไม่เหมือน
กรณีกาแฟสำเร็จรูปในท้องตลาดที่เทลงแก้วละลายด้วยน้ำร้อน แล้วดื่มได้เลย กาแฟสดจะมี
ขั้นตอนต่างๆมากกว่านี้ ประการสำคัญคือการเน้นความสดเป็นหลัก ทั้งคั่วสดใหม่ บดสดๆ
ไปจนถึงการชงสดๆแล้วจึงจะดื่มได้
แพทย์เตือนดื่มกาแฟสด เสี่ยงโรคอ้วน เบาหวาน พร้อมเตือนเครื่องดื่ม-อาหารเสริม
ที่โฆษณาว่า มีกรดอะมิโอแอคซิส ไม่ได้ช่วยบำรุงสมองและร่างกายดังที่อ้าง นพ.สง่า ดามาพงษ์
ที่ปรึกษาสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้นิยมดื่มกาแฟสดมากขึ้น
แต่จากผลวิจัยของสมาคมโภชนาการแห่งประเทศไทย พบว่า กาแฟ สดมีแคลอรีสูงมาก
โดยการดื่มกาแฟสด 1 แก้ว จะให้พลังงานสูงเท่ากับการทานข้าวมากถึง 7 ทัพพี และถ้าหาก
ผู้ดื่มเติมน้ำตาล หรือครีมเพิ่มเข้าไปอีก ก็ยิ่งเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นโรคเบาหวาน
และโรคอ้วนมากขึ้นไปด้วย
ทั้งนี้ นพ.สง่า กล่าวด้วยว่า นอกจากกาแฟสดแล้ว ปัจจุบันคนยังนิยมทานอาหารเสริม
และเครื่องดื่มที่อ้างว่า มีส่วนประกอบของโปรตีน หรือกรดอะมิโอแอคซิส ซึ่งโฆษณาว่า มีสรรพคุณ
บำรุงร่างกาย เสริมสร้างการทำงานของสมองและระบบประสาท แต่ ในความเป็นจริงแล้ว
กรดอะมิโนแอซิสจะทำงานได้ดีนั้น ต้องประกอบไปด้วยส่วนประกอบอีกกว่า 20 ชนิด ดังนั้น
เครื่องดื่มหรืออาหารเสริมที่อ้างในโฆษณา จึงไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอที่จะบำรุงร่างกายและสมอง
ดังที่กล่างอ้าง ซึ่งถ้าหากต้องการเสริมสร้างการทำงานของร่างกาย ควรรับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่จะดีที่สุด

อ้างอิงแหล่งที่มา : http://www.clickforclever.com/library/27
ภาพไอคอนจาก : http://gallery-cartoon.blogspot.com/2011/02/blog-post_24.html

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 27, 2011 in Uncategorized

 

การประหยัดพลังงาน ในแต่ละครัวเรือนลดการเปิดไฟ 1 ดวงในเวลา 1 วัน ประหยัดเงินทอง 8.8 ล้านบาท

ลดเปิด 1 ดวง ประหยัดเงิน 8.8 ล้าน/วัน……..
การประหยัดพลังงาน ในแต่ละครัวเรือนลดการเปิดไฟ 1 ดวงในเวลา 1 วัน ประหยัดเงินทอง 8.8 ล้านบาท
ถ้าทุกคนช่วยกัน เราจะช่วยประหยัดเงินทอง เป็นการกอบกู้เศรษฐกิจของประเทศไทยเป็นอย่างดี
สูตรง่ายๆ อย่างนี้ หากพวกเราคนไทยทุกคน

…………..ร่วมมือกัน เราจะช่วยชาติประหยัดเงินทองที่จะ
ต้องใช้ซื้อหาพลังงานได้มหาศาล เป็นการกอบกู้
เศรษฐกิจของประเทศได้อีกทางหนึ่ง เริ่มต้น
ปฏิบัติสูตรง่ายๆ ข้างต้นตั้งแต่วันนี้แล้วปฏิบัติให้
เป็นนิสัยตลอดไป เพื่อเก็บรักษาพลังงานที่เหลือน้อย
เอาไว้ใช้นานๆ และเพื่อลดภาระของประเทศชาติ
ในการจัดหาพลังงานมาให้พวกเราใช้กัน

เนื้อหาคณิคศาสตร์ วิธีการคำนวณการประหยัดพลังงาน

วิธีคิดง่ายๆ
1 ดวง
ประเทศไทยมีครัวเรือนรวมประมาณ 12 ล้านครัวเรือน
หากแต่ละครอบครัวช่วยกันปิดไฟ 1 ดวง (หลอดไส้ 60 วัตต์) เป็นเวลา 1 วัน
เราจะประหยัดไฟได้ 4 ล้าน กิโลวัตต์-ชั่วโมง/วัน=(60 วัตต์ x 6 ชม* x 12 ล้านครัวเรือน)
ค่าผลิตและจำหน่ายไฟฟ้า 1 หน่วย (กิโลวัตต์-ชั่วโมง) คือ 2.2 บาท
(รวมค่าพลังงานที่ใช้ และการก่อสร้างโรงไฟฟ้า)
การประหยัดไฟ 4 ล้านหน่วย/วัน จึงคิดเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 8.8 ล้านบาท/วัน
หรือ 3,212 ล้านบาทต่อปี=(8.8 ล้านบาท x วัน)
* ครอบครัวหนึ่งเปิดหลอดไส้ ประมาณ 6 ชั่วโมงต่อวัน
ใน 1 วัน ประหยัดไฟ 4 ล้านหน่วย คิดเป็นเงิน 8,800,000 บาท
ใน 1 ปี ประหยัดไฟ 4000000 x 365 = 1,460,000,000 ล้านหน่วย
คิดเป็นเงิน 8800000 x 365 = 3,212,000,000 บาท

คำถามชวนคิด
1. ถ้าในครัวเรือนประหยัดไฟครัวเรือนละ 2 ดวงจะประหยัดไปวันละเท่าไร
2. ในเวลา10 ปีถ้าเราประหยัดพลังงานลดการเปิดไฟทุกครัวเรือนอย่างน้อยครัวเรือละ 1 ดวงคิดเป็นกี่ล้านหน่วย คิดเป็นเงินจำนวนเท่าใด
บรูณาการกับวิชาอื่น
วิทยาศาสตร์ การใช้พลังงาน การรักษาสิ่งแวดล้อม
สังคมศาสนาวัฒนรรม การประหยัดพลังงาน เงิน การมีวินัย

เครดิต…………………..
ที่มา : http://www.eppo.go.th/encon/encon-108-T.html
จัดทำโดย
นางบุญส่ง ใหญ่โต ครูชำนาญการพิเศษโรงเรียนอนุบาลสรรคบุรี สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท

 
ใส่ความเห็น

Posted by บน ตุลาคม 27, 2011 in Uncategorized